| |
 |
 |
 |
 |
 |
น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485
(Bangkok floods in 1942) |
|
รู้สู้ flood ep.1:
รู้จักน้ำท่วมให้มากขึ้น |
 |
รู้สู้ flood ep.2 :
3 คำถามยอดฮิต |
 |
รู้สู้ flood ep.3 :
เตรียมตัวก่อนน้ำมาถึง |
 |
| |
 |
 |
 |
 |
รู้สู้ flood ep.4 :
การรับมือในภาวะน้ำท่วม |
 |
รู้สู้ flood ep.5 :
ใจเย็นยามอพยพ |
 |
รู้สู้ flood ep.6 :
ตุนอย่างมีสติ |
 |
รู้สู้ flood ep.7 :
รู้ให้ครบ ระบบน้ำใช้ |
 |
|
| |
น้ำท่วมกรุงเทพ 2554 ตอน การรักษาสุขภาพเมื่อยามน้ำท่วม

สาระพันปัญหต่อสุขภาพที่ควรคำนึงถึงยามน้ำท่วม
ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหิดล

Q1: ผู้หญิงที่ต้องลุยน้ำช่วงน้ำท่วมเสี่ยงต่อเชื้อโรคเข้าช่องคลอดได้หรือไม่
A: โดยปกติหากไม่ได้แช่น้ำนานมาก โอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ช่องคลอดจะน้อย เพราะปกติช่องคลอดของผู้หญิงจะที่ปิดอยู่ แต่หากแช่น้ำนานจากน้ำท่วม การปีนป่าย-ยกขา-แยกขาในบางจังหวะ อาจจะเปิดโอกาสให้แผ่นของช่องคลอดเปิดจึงมีน้ำบางส่วนที่เป็นเชื้อโรคผ่านเข้าไปได้ แต่ส่วนใหญ่เชื้อโรคที่เข้ามาพอผ่านเข้ามาในช่องคลอดก็จะไม่สามารถผ่านลึกเข้าไปถึงโพรงมดลูกได้ เพราะปากมดลูกของเราจะมีเมือกเหนียวๆ กันไว้อยู่ และแผ่นของช่องคลอดจะปิดไว้อยู่ตลอดเวลา ยกเว้นในกรณีช่วงระหว่างมีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิดให้ประจำเดือนไหลออกมา ซึ่งหากไหลออกมาได้ จะมีช่องทางให้เชื้อโรคที่มากับน้ำเข้ามาอยู่ในมดลูกได้ รวมทั้งผู้หญิงที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ ใกล้คลอด หรือเพิ่งคลอดใหม่ๆ ปากมดลูกอาจจะปิดไม่สนิทโอกาสที่จะติดเชื้อจะสูงขึ้น
เมื่อเชื้อโรคผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกแล้ว จะทำให้เกิดการอักเสบทั้งตัวมดลูก และอาจจะติดเชื้อลุกลามเข้าไปในปีกมดลูก ช่องท้อง เป็นฝีในช่องท้อง กรณีหลังถ้าติดเชื้อไปถึงปีกมดลูก ช่องท้อง อันตรายรุนแรงถึงขั้นเป็นหนองในช่องท้อง มีโอกาสเสียชีวิตได้ ฉะนั้นในกลุ่มคนที่เสี่ยง เช่นคนมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ใกล้คลอด กลุ่มนี้จะต้องหลีกเลี่ยงการลงไปแช่น้ำในทุกกรณี ส่วนกลุ่มอื่นๆ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่เสี่ยง คือ น้ำนั้นสกปรก มีทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต และสารเคมีต่างๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการอักเสบ ระคายเคืองได้
วิธีดีที่สุด คือ หากต้องแช่น้ำควรเป็นน้ำที่ต่ำกว่าเข่าลงไป ใส่กางเกงกันน้ำ หรือชุดกันน้ำ หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ หลังจากขึ้นจากน้ำแล้วควรรีบทำความสะอาด ชำระล้างโดยเร็วด้วยสบู่ ไม่ต้องใช้น้ำยาพิเศษเฉพาะที่อะไร การทาแป้งช่วยลดอาการอับชื้นได้ หากทาบางๆ บริเวณผิวหนังภายนอก จากนั้นหมั่นสังเกตอาการ ถ้ามีอาการตกขาว เป็นหนอง ปวดท้องน้อย มีเลือดออกผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีไข้ขึ้นให้สงสัยว่ามีการอักเสบ ถ้าพบอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับยารักษา
Q2: ทำอย่างไรถ้ามีประจำเดือนแล้วต้องลุยน้ำ
A: ในสภาวะน้ำท่วมแบบนี้ส่งผลให้การเดินทางยากลำบากมากขึ้น บางคนต้องเดินลุยน้ำ ซึ่งเป็นน้ำสกปรก มีกลิ่นเหม็น มีสารเคมีและมีเชื้อโรคปนเปื้อนมากมาย ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพทั้งผู้ชายและผู้หญิง ตั้งแต่เท้าคือเรื่องของโรคผิวหนัง แต่ถ้าสูงขึ้นมาถึงส่วนของลำตัวก็มีอวัยวะบางส่วนที่ต้องแช่อยู่ในน้ำและมีโอกาสที่จะ ติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องเดินลุยน้ำจะมีภาวะเสี่ยงติดเชื้อในช่องคลอด เพราะในผู้หญิง ผิวหนังยิเวณอวัยวะสืบพันธุ์เป็นส่วนที่ผิวบอบ บางจึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นด้านนอกไปจนถึงด้านใน เช่น ท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ซึ่งหากติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะจะทำให้ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ได้ เพราะว่าท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย ถ้าเชื้อโรคเข้าก็มีโอกาสที่จะเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบสูงกว่าผู้ชาย ส่วนช่องคลอดเป็นส่วนที่บอบบางมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนความเสี่ยงในการติดเชื้อนั้นย่อมมากกว่า เพราะเวลามีประจำเดือนเลือดไหลผ่านปากมดลูกออกมา แสดงว่าปากมดลูกเปิดกว้างมากกว่าปกติ ทำให้เชื้อโรคสามารถวิ่งย้อนขึ้นไปได้มากกว่า ถือเป็นช่วงที่อันตรายกว่าช่วงปกติ แต่ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำหลังจากลุยน้ำต้องรีบทำความสะอาดร่างกาย และรีบเปลี่ยนผ้าอนามัยด้วย
อาการช่องคลอดอักเสบที่สังเกตได้ง่าย คือ มีอาการระคายเคืองบริเวณช่องคลอดหรืออวัยวะเพศ มีอาการตก ขาว ซึ่งตกขาวจะมีสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไป ส่วนอาการติดเชื้อที่ทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ คือเวลาปัสสาวะจะรู้สึกแสบขัด สำหรับอาการของการติดเชื้อราจะมีอาการอย่างอื่น เช่น อาการคัน ซึ่งเป็นอาการที่ต้องรีบรักษา โดยหลังจากติดเชื้อแล้วจะใช้เวลานานพอสมควรจึงจะเกิดอาการซึ่งขึ้นอยู่กับเชื้อ ตำแหน่งที่ได้รับเชื้อ แต่ทั่วไปหลังจากติดเชื้อแล้วประมาณ 10 ชั่วโมงขึ้นไปจึงจะเริ่มมีอาการ อย่างไรก็ตามถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกายควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาก่อนที่ภาวะในการดำเนินโรคต่อไปจะรุนแรงขึ้น
โดยอาการที่รุนแรงของช่องคลอดอักเสบจะมีอาการ แสบ คัน มีตกขาวมากกว่าปกติ และถ้าเชื้อโรคสามารถเข้าไปในมดลูกก็จะทำให้เกิดอาการอุ้งเชิงกรานอักเสบ ถือเป็นภาวะที่รุนแรงมากขึ้นโดยจะมีอาการปวดท้องน้อย สำหรับอาการรุนแรงของกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่เป็นมากจนทำให้เชื้อวิ่งเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ เข้าไปตามท่อไตและเข้าไปในไต ทำให้ไตอักเสบได้ ถือเป็นภาวะที่รุนแรงของการติดเชื้อ ฉะนั้นถ้ามีอาการแรกเริ่มอย่างที่บอกควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาก่อนอย่าปล่อยให้เป็นมากถึงขั้นรุนแรง
ข้อแนะนำเพิ่มเติมคือ ถ้าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรดื่มน้ำมาก ๆ ปัสสาวะบ่อย ๆ เพื่อลดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ แต่ทั้งนี้การป้องกันถือเป็น
วิธีที่ดีที่สุด โดยสิ่งแรกคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ เช่น การเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน การใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น สวมกางเกงพลาสติกป้องกันน้ำ สวมรองเท้าบู๊ต แต่หากหลีกเลี่ยงและป้องกันไม่ได้ หลังจากเดินลุยน้ำหรือสัมผัสกับน้ำแล้วควรรีบทำความสะอาดทันทีด้วยวิธีล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด และใช้สบู่อ่อนหรือสบู่ใช้ล้างทำความสะอาดเฉพาะจุด โดยไม่ต้องล้างรุนแรงหรือล้วงเข้าไปในช่องคลอดเพราะจะยิ่งนำพาเชื้อโรคเข้าไปได้ เพราะโดยทั่วไปของช่องคลอดเป็นกล้ามเนื้อที่ปิดด้วยตัวเองอยู่แล้ว หลังทำความสะอาดควรซับให้แห้ง สวมใส่เสื้อผ้าและชุดชั้นในที่แห้งจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้
Q3: ระวังการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบในภาวะน้ำท่วมได้อย่างไร
A:ในผู้หญิงมีโอกาสเกิดกระเพาะปัสสาวะอักแสบได้ง่าย สาเหตุของการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบนอกจากการสัมผัสน้ำที่ไม่สะอาด มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้ว ปัญหาที่พบบ่อยคือ แม้คนที่ไม่ได้ลุยน้ำก็เป็นได้ เนื่องจากน้ำท่วมถนนทำให้ ต้องใช้เวลาในการเดินทางยาวนานมากขึ้นหลายเท่าตัว เพราะต้องขึ้นรถ ลงเรือ ต่อรถ และเสียเวลารอรถนาน ดังนั้นก่อนเดินทางควรปัสสาวะให้เรียบร้อย เมื่อถึงจุดหมายปลายทางก็ควรปัสสาวะอีกรอบหนึ่ง โอกาสที่ต้องอั้นปัสสาวะนาน ๆ จะลดลง ที่สำคัญก่อนเดินทางอย่าดื่มน้ำมาก แต่ในช่วงที่อยู่ภาวะปกติควรดื่มน้ำมาก ๆ หากดื่มน้ำน้อยปัสสาวะออกน้อยโอกาสติดเชื้อก็มีมาก ฉะนั้น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเกิดขึ้นได้ 2 ส่วน คือลุยน้ำโดยตรงและการอั้นปัสสาวะจากภาวะที่ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานขึ้น ในช่วงน้ำท่วมนี้เรามักมีปัญหาสุขภาพกันทุกคน จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องการดูแลร่างกายเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ และเมื่อทราบและปฏิบัติตามรวมทั้งแนะนำคนอื่นได้
Q4: ท้องเสียในเด็กเล็ก: ภัยจากน้ำท่วมที่ต้องระวัง
A: ในช่วงวิกฤตน้ำท่วม นอกจากจะสร้างความลำบากในการดำรงชีวิตแล้ว โรคภัยไข้เจ็บของเด็กเล็ก ก็เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะภัยจากอาหารการกิน ที่เป็นเหตุให้เด็กเกิดอาการท้องเสีย โดยเด็กเล็กมีอาการถ่ายอุจจาระเหลว 3 ครั้ง หรือเป็นน้ำ 1 ครั้ง หรือเป็นมูกเลือด 1 ครั้งในเวลา 24 ชม.
อาการท้องเสียเป็นปัญหาของเด็กเล็กที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี เพราะมีโอกาสรับเชื้อง่ายจากการได้รับจากอาหาร-น้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ร่วมกับมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ซึ่งปัญหาใหญ่ของโรคอุจจาระร่วงตามหลังน้ำท่วมคืออหิวาตกโรค เชื้อบิด และเชื้อแบคทีเรียตัวอื่นที่ปนเปื้อนมาจากอุจจาระ
หัวใจของการรักษาท้องเสียคือ การเริ่มต้นทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว และทันทีในปริมาณที่เหมาะสมด้วยสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ สารละลายน้ำตาลเกลือแร่มีขายทั้งที่ผลิตโดยองค์กรเภสัชกรรม และบริษัทต่างๆ โดยทั่วไปผสม 1 ซองต่อน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้วน้ำหรือ 1 ขวดนม (8 ออนซ์)
ถ้าไม่มีสารละลายน้ำตาลเกลือแร่สำเร็จรูปสามารถทำเองโดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ + เกลือป่นครึ่งช้อนชา + น้ำสะอาด 3 แก้ว หรือ 3 ขวดนม (ขวดละ 8 ออนซ์) หรือน้ำข้าว + เกลือประมาณหยิบมือหรือเค็มพอรับประทานได้ หรือ น้ำมะพร้าว + เกลือ (เค็มพอรับประทานได้) ในเด็กเล็กให้ใช้ช้อนตักป้อนทีละน้อยบ่อยๆ ในเด็กโตใช้จิบทีละน้อยบ่อยๆ ในเด็กโตที่เริ่มกินข้าวแล้วอาจให้เพิ่มอีก 1 มื้อเป็นอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ ใช้น้ำชุป น้ำแกงจืดเติมเกลือเล็กน้อยก็พอไช้ได้
ปริมาณสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ - อายุน้อยกว่า 2 ปีให้ครั้งละ 2-3 ออนซ์ (1/4 – 1/2 แก้วน้ำ) โดยให้ทุกครั้งที่มีการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ให้โดยใช้ช้อนตักป้อนทีละน้อย - อายุ 2 - 10 ปี ครั้งละ ½ - 1 แก้วน้ำ (3-6 หรือ 8 ออนซ์) - อายุ 10 ปีขึ้นไปดื่มมากเท่าที่ดื่มได้
อาหารที่ควรให้
- เด็กเล็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่ให้นมแม่ต่อไปให้เด็กดูดนมบ่อยขึ้นกว่าปกติ
- เด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสมให้ชงในอัตราส่วนปกติแต่ลดปริมาณที่กินต่อมื้อลงและชดเชยด้วยสารละลายน้ำตาลเกลือแร่
- เด็กโตให้อาหารอ่อนที่ย่อยง่ายเป็นข้าวต้ม โจ๊ก โดยอาจต้องเพิ่มให้บ่อยกว่าปกติ
ถ้าเด็กสามารถดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่และกินอาหารและนมได้ถึงแม้จะยังถ่ายอยู่แต่เด็กไม่อ่อนเพลีย ดูสดใสขึ้น แสดงว่าทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ด้วยสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทัน และพอเพียงก็ให้ดื่มต่อไปจนกว่าจะหยุดถ่าย แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน หรือมีข้อบ่งชี้อื่นๆ ควรพบแพทย์เพื่อให้การรักษา
อาการหรือข้อบ่งชี้ที่ควรนำเด็กไปพบแพทย์ มีดังนี้
1. ถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือมูกเลือด
2. ไข้สูง หรือชัก
3. อาเจียนบ่อย
4. ท้องอืด
5. หอบลึก
6. ไม่ยอมดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทุกชนิดและ/หรือไม่ยอมดื่มนมหรือกินอาหาร
7. ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่แล้วแต่เด็กยังดูเพลีย, ซึม
8. ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำบ่อย (มากกว่า 10 ครั้งต่อวัน) แนวทางการป้องกันการเกิดการระบาดของโรคอุจจาระร่วงในภาวะน้ำท่วม 1. จัดหาน้ำดื่มน้ำใช้และอาหารที่สะอาด ทำความสะอาดภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร สำหรับขวดนมและจุกนมถ้าเป็นไปได้ควรหาโอกาส ต้มจนน้ำเดือดอย่างน้อย 10 นาที 2. หาภาชนะใส่สิ่งขับถ่ายที่ปิดมิดชิดและกำจัดอย่างถูกวิธี ไม่ขับถ่ายลงน้ำ 3. หมั่นล้างมือให้สะอาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการขับถ่ายและก่อนการปรุงอาหารหรือการเติมขวดนมหรือขวดน้ำให้เด็ก 4. จัดหาผงละลายน้ำตาลเกลือแร่ไว้ติดบ้านเพื่อใช้ดื่มทดแทนในภาวะที่เกิดโรคอุจจาระร่วงเพื่อเป็นการป้องกันและชดเชย ภาวะขาดน้ำ และสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย ในภาวะน้ำท่วมเป็นระยะเวลานานการเกิดโรคอุจจาระร่วงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ความรู้เบื้องต้นในหลักสุขอนามัย จึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการเกิดการระบาดและลดอัตราการเจ็บป่วยรวมทั้งความรุนแรงของโรคอุจจาระร่วง

Q5: ภาวะน้ำท่วมยังคงเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หรือไม่
A: การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นวิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดในการให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าสูงสุด และจะช่วยป้องกันเด็กๆจากการติดเชื้อในทางเดินอาหารจากภาวะน้ำท่วม ซึ่งเป็นภาวะที่สุขอนามัยไม่ได้มาตรฐานและการเข้าถึงน้ำสะอาดเป็นไปอย่างลำบาก ในภาวะภัยพิบัติเช่นนี้มักพบว่าอัตราการตายและการเจ็บป่วยของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบมักจะสูงกว่าเด็กในช่วงอายุอื่นๆ เนื่องจากเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงต่อโรคระบาดต่างๆ เช่น ท้องร่วง
อย่างไรก็ตามยังมีความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ตัวอย่างเช่น หลายคนเข้าใจผิดว่าในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม่ไม่สามารถให้นมลูกอย่างเพียงพอได้เนื่องจากความเครียด และโภชนาการที่ไม่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้วความเครียดอาจมีผลชั่วคราวต่อการไหลของน้ำนมแม่ แต่จะไม่ส่งผลต่อการผลิตน้ำนมของแม่หากแม่และทารกยังอยู่ด้วยกันและได้รับการสนับสนุนให้กระตุ้นและเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าแม่บางคนจะไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติในภาวะน้ำท่วมก็ยังจะสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไปได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดและอาหารที่มีประโยชน์ให้กับแม่ เพื่อจะช่วยปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับแม่และลูกได้
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ยังเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการเลี้ยงดูทารกและเด็กเล็กในภาวะน้ำท่วม แม่ต้องระวังการรับบริจาคนมผสมและอาหารทดแทนนมแม่อื่นๆ รวมถึงอันตรายที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็กเล็ก
ในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้
ในกรณีที่หยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว แม่ควรได้รับการสนับสนุนให้กลับมาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากไม่สามารถทำได้ การเลี้ยงทารกด้วยนมผสมก็สามารถทำได้ภายใต้คำปรึกษาและการดูแลจากบุคลากรทางสาธารณสุข และต้องควบคู่ไปกับการให้ความรู้ในการเตรียมนมผสมอย่างปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ หากจำเป็นต้องใช้นมผสมจริงๆ แม่ต้องสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาด หากจะให้ดีควรเป็นน้ำต้มหรือน้ำดื่มแบบบรรจุขวด และต้องมีอุปกรณ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม ทั้งนี้ขอแนะนำให้ใช้แก้วใส่นมผสมและป้อนทารกแทนการใช้ขวดหรือจุกนมที่ไม่ได้ผ่านการนึ่งหรือฆ่าเชื้อก่อน เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงลูกด้วยนมผสมในภาวะภัยพิบัติมีความเสี่ยงอย่างมาก และควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากพิจารณาทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่าอย่างเต็มที่แล้ว เช่นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ช่วยเหลือหรือผู้บริจาค ควรคำนึงถึงด้วยว่า จากประสบการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผ่านมาในบางประเทศ พบว่ามี การบริจาคนมสำหรับทารก ขวด จุกนม และผลิตภัณฑ์นมต่างๆ ทั้งแบบผงและแบบน้ำ มีจำนวนมากเกินความต้องการ ทำให้มีการใช้เกินความจำเป็นซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายกับสุขภาพของทารกได้ ดังนั้นการแจกจ่ายและการใช้ผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับทารกและเด็กเล็กในภาวะเช่นนี้ ควรได้รับการประเมินถึงความต้องการอย่างละเอียด และควรมีการกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้แจกจ่ายให้ทารกที่มีความต้องการและจำเป็นจริงๆ

Q6: เด็กๆลงเล่นน้ำที่ท่วมได้หรือไม่
A: จากภาพข่างตามโทรทัศน์ช่องต่างๆจะเห็นว่าแต่ละชุมชน แต่ละหมู่บ้าน ตามถนนหนทางต่างๆมีน้ำเต็มพื้นที่ไปหมด และจะเห็นภาพเด็กๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานๆ ช่วงที่เกิดอุทกภัยครั้งนี้เป็นช่วงเวลาปิดเทอม และหลายโรงเรียนได้เลื่อนการเปิดเทอมออกไป เด็กๆจึงอยู่กับบ้านและบางพื้นที่ไม่ได้อพยพไปอยู่ไหน ด้วยความเป็นเด็กอาจจะมองภาวะน้ำท่วมต่างไปจากผู้ใหญ่ เด็กอาจรู้สึกสนุก มีน้ำมาให้เล่นได้ใกล้ถึงหน้าบ้าน โดยไม่ได้รู้ว่ามีอันตรายต่างๆที่อาจทำให้เสียชีวิตได้
จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า อุทกภัยน้ำท่วมประเทศไทยในครั้งนี้ สำรวจตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 54-ปัจจุบัน พบว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 442 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 50 คน ส่วนใหญ่อยู่ในวัย 2-8 ขวบ ซึ่งปัญหาสำคัญอันดับหนึ่งขณะนี้คือ การเสียชีวิตของเด็กจากการจมน้ำ ที่ลงไปเล่นน้ำ หรือพลัดตกจากที่สูงลงไปในน้ำ เนื่องจากพ่อแม่ไม่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นกังวลอยู่กับการดูแลบ้าน ขนย้ายข้าวของ และเคร่งเครียดกับสถานการณ์น้ำท่วม ดังนั้นผู้ปกครอง ต้องให้ความเอาใจใส่ดูแลขณะเด็กเล่นอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงกรณีที่ครอบครัวใดเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพ ควรจะต้องจัดพื้นที่ให้กับเด็กได้มารวมตัวกัน โดย พ่อแม่ต้องหาเรื่องคุยกับเด็ก เล่านิทาน สื่อสาร หรือทำกิจกรรมกับเด็ก และต้องสลับเวลามาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็ก อย่าปล่อยให้เด็กเล่นตามลำพัง นอกจากนั้น ต้องเฝ้าระวังภัยจากสัตว์เลี้ยงที่ถูกนำอพยพมาด้วย เช่น สุนัข แมว ที่เด็กอาจจะเข้าไปเล่นด้วย เพราะสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นดุร้าย หรือมีอาการป่วย ซึ่งส่งผลก่อให้เกิดอันตรายกับเด็กได้
สำหรับเด็กที่มียังอยู่ในพื้นที่ใกล้น้ำ ผู้ปกครองต้องเตือนและดูแลไม่ให้เด็กไปเล่นน้ำ ต้องสอนให้เด็กรู้ว่าน้ำที่ท่วมอยู่ในขณะนี้เป็นน้ำสกปรก มีเชื้อโรคมากมายและมีสารเคมีอันตรายต่างๆปนเปื้อนอยู่ เด็กอาจได้รับเชื้อโรคอันตรายจากการสำลักน้ำเข้าปาก หรือจมูก น้ำสกปรกเข้าตา หรือเข้าสู่ร่างกายตามผิวหนังที่เป็นแผล เช่นโรคตาแดง โรคฉี่หนู โรคผิวหนังติดเชื้อ ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้เด็กอาจได้รับอุบัติเหตุที่อาจทำให้เกิดบาดแผล เช่น เดินเหยียบเศษกระเบื้อง เศษแก้วในน้ำ เด็กจะมีโอกาสในการติดเชื้อสูงมากจากเชื้อโรคที่มากับน้ำท่วม หากเป็นแผลสิ่งสำคัญที่ต้องทำในเบื้องต้น คือ 1.พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำให้สะอาดที่สุด 2.ใส่ยาฆ่าเชื้อ 3.งดการสัมผัสน้ำ และ 4.เฝ้าสังเกตอาการ 1-2 วัน หากมีอาการบวมแดงลุกลาม ต้องรีบนำตัวเด็กส่งไปพบแพทย์ทันที เพราะหากปล่อยไว้จะรักษายาก มีอาการอักเสบของแผล ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้คือ ต้องป้องกันไม่ให้เด็กลงไปว่ายน้ำที่ท่วมขัง และเอาใจใส่เด็กอย่างใกล้ชิด.
โรคที่มากับน้ำท่วม
น้ำท่วมในระยะแรกอาจยังไม่มีเชื้อโรคมาก แต่เมื่อกลายเป็นน้ำขังก็จะสกปรกและมีเชื้อโรคมากขึ้น น้ำจึงเป็นที่มาของเชื้อโรคชนิดต่างๆ และหากต้องเดินย่ำน้ำแต่ละวันเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งมีโอกาสป่วยด้วยโรคที่มากับน้ำท่วมมากขึ้น โรคอาจมากับน้ำท่วมเช่น โรคผิวผนัง โรคเท้าเปื่อย โรค ท้องร่วง โรคฉี่หนู โรคตาแดง และโรคเครียด เป็นต้น
เรามาดูสาเหตุและการป้องกันแก้ไขโรคที่มากับน้ำท่วมกันนะ
1.โรคน้ำกัดเท้าหรือ ฮ่องกงฟุต
จะมีอาการคันซึ่งเกิดจากเชื้อราที่เท้า เมื่อเท้าเปียก ๆ ชื้น ๆ จะเป็นบ่อเกิดของเชื้อราที่เรียกว่า Dermatophytes เนื่องจากเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น
การติดเชื้อ
การติดเชื้อส่วนใหญ่ หากไม่ใช่ฤดูฝน มักจะเกิดจากเหงื่อออก หมักหมม ไม่รักษาความสะอาดให้ดี แต่หากในช่วงน้ำท่วม มักเป็นจากเท้าที่เปียกๆ ชื้นๆ บ่อยๆ แล้วไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ดี
อาการ
คันตามซอกนิ้วเท้าและผิวหนังลอกออกเป็นขุย ๆ เป็นผื่นที่เท้า ที่พบบ่อยจะเกิดตรงซอกนิ้ว แต่ก็สามารถลุกลามไปถึงฝ่าเท้าและเล็บได้
การรักษา
การรักษาโรคราที่เท้า ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้น ใช้ครีมรักษาเชื้อราทา
การป้องกัน
- หลีกเลี่ยงการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆ
- ถ้าจำเป็นจะต้องเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำควรสวมรองเท้าบู๊ทที่ป้องกันกาสัมผัสกับน้ำ
2. โรคอุจจาระร่วง
ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลว 3 ครั้งต่อวัน หรือมากกว่า หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง โรคอุจจาระร่วงเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินอาหารมักพบบ่อยขณะเกิดภาวะน้ำท่วมเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย
การติดต่อ
โดยการสัมผัสเชื้อจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลที่มาจากน้ำท่วม หรือจากการใช้น้ำที่ไม่สะอาดชำระล้างภาชนะใส่อาหาร เช่น ถ้วย ชาม ช้อน ที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ ขยะมูลฝอยที่บูดเน่า หรือจากการไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมหรือปรุงอาหาร จะทำให้เกิดโรคติดต่อทางเดินอาหารต่าง ๆ ได้
การป้องกัน
1. ดื่มน้ำสะอาด น้ำบรรจุขวด ถ้าจำเป็นต้องดื่มน้ำที่ท่วมควรต้มให้สุกก่อน
2. ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
3. ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนำมาใช้
4. กินอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ ที่ไม่มีแมลงวันตอม
5. รักษาความสะอาดในเรื่องการกำจัดขยะมูลฝอย การกำจัดอุจจาระ ปัสสาวะที่ถูกต้อง
6. หลีกเลี่ยงการถ่ายอุจจาระในน้ำที่ท่วมเพราะจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้
(ในภาวะน้ำท่วมสูงควรถ่ายใส่ถุงดำแล้วโรยปูนขาว ปิดปากถุงให้แน่น รอเรือเก็บขยะมาเก็บ)
7. ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายเองควรปรึกษาแพทย์
3. โรคตาแดง
เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้ง่ายมาก เกิดจากเชื้อไวรัส โรคนี้จะไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่ถ้าไม่รีบรักษาอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้
สาเหตุ
1. ใช้มือสกปรกที่อาจมีเชื้อโรคขยี้ตา
2. ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ที่เป็นโรค หรือเล่นกับผู้ป่วย
3. แมลงวันหรือแมงหวี่ตอมตา หรือฝุ่นละอองเข้าตามาก ๆ จนตาอักเสบ
4. อาบน้ำในคลองสกปรก หรือที่มีตาแดงระบาด
การป้องกัน
ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคตาแดง ล้างหน้าและมือให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ควรเอามือขยี้ตา อาการ เคืองตา น้ำตาไหล มีขี้ตามาก อาการจะมีประมาณ 10 วัน
การรักษา พักสายตาบ่อย ๆ ประคบตาด้วยผ้าเย็น และเช็ดตาด้วยสำลีชุบน้ำอุ่น
4. โรคฉี่หนู
เชื้อนี้สามารถพบได้สัตว์หลายชนิด แต่พบมากในหนู โดยเชื้อโรคในตัวหนูจะออกมากับฉี่ของหนู และปนเปื้อนอยู่ตามแหล่งน้ำ ซึ่งเชื้อที่อยู่ตามแหล่งน้ำนี้ สามารถเข้าทางผิวหนังของผู้ป่วยที่มีบาดแผล หรือรอยถลอกที่ผิวหนัง และหากบริเวณบาดแผลไปสัมผัสกับน้ำที่มีเชื้อโรคฉี่หนู เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ตัวผู้ป่วย และก่อโรคได้
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อที่เรียกว่า เล็ปโตสไปรา อินเทโรแกนส์ (Leptospira interogans) มักจะพบการระบาดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูฝนและมีน้ำขัง
การติดต่อ
โดยเชื้อที่ปนในน้ำ ในดิน เข้าสู่คนทางผิวหนัง หรือเยื่อบุ ที่ตา ปาก จมูก หลังจากได้รับเชื้อ โดยเฉลี่ย 10 วันผู้ป่วยก็จะเกิดอาการของโรค คือ
- ปวดศีรษะทันที มักจะปวดบริเวณหน้าผาก หรือหลังตา บางรายปวดบริเวณขมับทั้งสองข้าง
- ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณ ขา น่อง เวลากด หรือจับจะปวดมาก
- ไข้สูงร่วมกับหนาวสั่น อาการต่าง ๆ อาจอยู่ได้ 4-7 วัน
นอกจากอาการดังกล่าวผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บางรายมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง การตรวจร่างกายในระยะนี้อาจพบว่าผู้ป่วยมีอาการตาแดง
การป้องกัน
- หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ แช่หรือลุยในน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อปัสสาวะของสัตว์นำโรค ถ้าจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ท
- ล้างเท้าหรือส่วนที่แช่อยู่ในน้ำเมื่อขึ้นจากการแช่น้ำทุกครั้งและรีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันที
- เมื่อมีอาการน่าสงสัย เช่น มีไข้ ปวดศรีษะรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อน่อง โคนขา หลังหรือมีอาการตาแดง ให้รีบพบแพทย์ด่วน ห้ามซื้อยารับประทานเองเด็ดขาดเพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต)
5. โรคเครียด
ในภาวะเช่นนี้ ทุกคนที่ประสบภัยน้ำท่วม หรือกำลังอยู่ในที่ที่มีความเสี่ยงที่อาจถูกน้ำท่วม ก็จะเกิดภาวะเครียดเป็นธรรมดา จะมากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยส่วนตัวของผู้นั้นเองว่ามีความมั่นคงทางอารมณ์มากน้อยเพียงใด แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเพียงใด และอีกปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของความเครียด คือขนาดของความเสียหาย หากขนาดของความเสียหายมาก ก็มีโอกาสที่จะมีความเครียดรุนแรงได้ อาการแบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอ ให้เราเตรียมใจไว้เลยว่าต้องเจออารมณ์เหล่านี้ ลองเล่นเกมส์กับตัวเองก็ได้ พอเห็นตัวเองหรือใครเกิดหงุดหงิด ร้องไห้ เซ็ง เศร้า เหม่อ ก็ให้คิดเสียว่า “นั่นไง...ว่าแล้ว... เหมือนที่เค้าบอกไว้ในตำราจริงๆ ด้วย แม่นอย่างกับตาเห็น”
ประเด็นคือ พยายามมองอะไรนั่นนี่ต่างๆ ให้สนุกเข้าไว้ ถ้าใครเส้นลึกขำยาก เครียดง่ายลองหาวิธีอื่นในการมองโลกใหม่แง่ดี เชื่อว่ารอบกายก็มีอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่เป็นแง่ดีแน่นอน
อีกวิธีในการผ่อนคลายคือ นั่งคุยกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ ที่ประสบเหตุการณ์เดียวกัน โดยแต่ละคนรับฟังเรื่องราวของกันและกัน และมีกติการ่วมกันว่า จะไม่พูดขัด จะแค่รับฟังอย่างเดียว เพียงรับฟัง ง่ายๆ แบบนี้ คนพูดก็สบายใจเพราะได้ปล่อยสิ่งอัดอั้น ส่วนคนฟังก็ได้ช่วยให้คนพูดมีความสุข
สำหรับช่วงที่ผ่านภาวะน้ำท่วมไปแล้ว ตอนนี้ เราเดินไปไหนก็เห็นแต่ความเสียหาย เกิดความไม่สบายใจ แล้วไหนจะต่อด้วยอาการหน้านิ่วคิ้วขมวด นอนเอามือก่ายหน้าผาก ช่วงนี้ให้ระมัดระวังเรื่องการคิดสั้น เพราะความเครียดที่สะสมมาตลอดเวลาน้ำท่วมบวกกับความวิตกถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงอีก
ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ
1. ผ่อนคลายความวิตก โดยการมองปัจจุบันแบบว่า “เอาละ ยังดีนะที่น้ำลด งั้นต่อไปฉันจะทำนู่นนี่
นั่นเพื่อซ่อมแซมใหม่ให้เหมือนเดิม”
2. สู้ต่อไป ให้คิดเสียว่า “ยังดีนะที่ไม่นั้น...ยังดีนะที่ไม่นี้”

ถ้าถูกงูกัดต้องทำอย่างไร? งูไม่มีพิษ
มีฟันแต่ไม่มีเขี้ยว เมื่อถูกมันกัดจะเกิดเป็นแผลบวมเล็กน้อย สังเกตที่บาดแผลจะเป็นรอยฟันแต่ไม่มีรูที่เกิดจากเขี้ยวงู การปฐมพยาบาล
- ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด และสบู่หรือยาฆ่าเชื้อโรคแล้วซับให้แห้ง ปิดด้วยผ้ากอซที่สะอาด งูมีพิษ (python)
ที่ชัดเจนคือจะมีเขี้ยวโค้งสองข้างที่ปากงูด้านบน (ขากรรไกรบน) ภายในร่องเขี้ยวจะเป็นร่องกลวงเหมือนเข็มฉีดยา
บาดแผลที่ถูกงูกัด จะเห็นรูเขี้ยวงู 2 รู บนแผลอย่างชัดเจนแถมยังมีรอยย้ำเป็นจ้ำจากกระดูกฟันกราม และรอยฟันบน รอยฟังล่าง ลักษณะของแผลจะบวมมีสีเขียวคล้ำ
การปฐมพยาบาล
• ไม่ต้องกรีดแผล คว้านแผล ดูดแผล หรือจี้แผล
• รัดบริเวณเหนือแผลให้แน่นพอให้นิ้วนางสอดเข้าไปได้ ด้วยสายยาง เชือก หรือผ้าก็ได้ โดยรัดระหว่างแผลกับหัวใจ หลังจากนั้นใช้ไม้ตามดามรอบแผล เพื่อลดการเคลื่อนไหว เป็นการลดโอกาสการแผ่ซ่านของพิษเข้าสู่กระแสโลหิต และนำส่งพบแพทย์ต่อไป
• ไม่ดื่มสุรา หรือทายาโปะยาที่ผสมสุรา
• พยายามอย่าให้ผู้ป่วยหลับ ให้พักนิ่งๆ นอนนิ่งๆ ระหว่างไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นไปได้ก็ควรทราบว่าเป็นงูพันธุ์ใด หรือจำลักษณะเด่นๆ ของมันให้ได้ เพื่อคุณหมอที่รักษาจะได้รักษาหรือจ่ายยาได้ถูกตรงกับการแก้พิษ ของงูชนิดนั้นๆ หรือถ้าจัดการฆ่างูตัวนั้นได้ก็นำไปให้คุณหมอได้ดูด้วหรือถ้าจัดการฆ่างูตัวนั้นได้ก็นำไปให้คุณหมอได้ดูด้วย (แต่ต้องมั่นใจว่ามันตาย สนิทแล้วจริงๆ เพราะเคยมีกรณีที่ตีงูจนแน่นิ่งไปแล้ว จนมีคนชะล่าใจ เอามือไปลูบๆ คลำๆ มันเข้า มันกลับฟื้นคืนสติ และฉกกัดคนลูบเข้าให้อย่างรวดเร็ว)
กลุ่มของพิษงูที่ควรทราบ
• กลุ่มที่มีผลต่อระบบประสาท
- เมื่อถูกพิษแล้วจะมีอาการอ่อนเปลี้ย-ง่วงซึม ขากรรไกรแข็ง พูดอ้อแอ้ หยุดหายใจ ได้แก่พิษของ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา
• กลุ่มที่มีผลต่อระบบเลือด
- เมื่อถูกพิษแล้วจะมีอาการเลือดออกไม่หยุดในหลายทาง เช่น ตามไรฟัน ผิวหนัง อาเจียน ปัสสาวะ เป็นเลือด เลือดออกในสมอง ได้แก่ พิษของงูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ • กลุ่มที่มีผลต่อระบบกล้ามเนื้อ
- เมื่อถูกพิษแล้วจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อทั้งแขน ขา ลำตัว เมื่ออาการมากขึ้นจะถึงกับเคลื่อนไหว ไม่ได้ ปัสสาวะเป็นสีดำคล้ำ ระบบขับถ่ายปัสสาวะล้มเหลว ได้แก่ พิษของงูทะเล
ข้อปฏิบัติให้ปลอดภัยจากงู
1. หากต้องลุยน้ำ หรือ บุกป่าผ่าดงควรใส่กางเกงหนาๆ และสวมรองเท้าบู๊ต และถือไม้ยาวๆ เดินไปฟาดไป (ฟาดพุ่มไม้ใบหญ้า) หากมีงูซ่อนอยู่มันจะได้ตกใจและเลื้อยหนีไป
2. เมื่อเดินผ่านต้นไม้ควรชำเลืองมองดูด้วยเพราะอาจจะมีงูพันตัวอยู่ตามกิ่งไม้ โดยเฉพาะในย่านที่ได้ชื่อว่ามีงูชุม
3. งูมักจะออกล่าเหยื่อประเภท อึ่งอ่าง-กบ-เขียด และบรรดาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนี้ ก็ชอบหากินในคืนที่ฝนตก ดังนั้น...ในคืนฝนตก...โปรดระวังงูเป็นพิเศษ!
4. เมื่อน้ำท่วม งูมักจะหาที่หลบน้ำ ดังนั้น...ใครอาศัยอยู่ในบ้านที่อยู่ในสวน โปรดพึงระวัง!
5. นอกจากนิยมนอนขดอยู่ในพงหญ้า ในถ้ำ งูยังชอบซุกตัวอยู่ที่อับชื้น เช่น ซอกหิน ท่อนไม้ผุๆ ดังนั้นก่อนที่จะหย่อนก้นลงนั่งในบริเวณดังกล่าวกรุณาตรวจตราให้ถี่ถ้วนครับ
6. หากวันใดจ๊ะเอ๋เข้ากับงูอย่างจัง ก็ขอจงตั้งสติให้เยือกเย็นและมั่นคง ทำตัวให้นิ่งๆ เป็นหุ่น แล้วงู (โดยมาก) ก็จะเลื้อยหนีไปเอง ข้อควรระวังยามน้ำท่วมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ในช่วงที่น้ำท่วม ผู้ที่ต้องระวังมากที่สุดคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีแผลที่เท้า และผู้ที่มีโรคประจำตัว ไม่ควรให้เท้าแช่น้ำ
หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้ใช้ถุงพลาสติกห่อเท้าก่อน รีบทำความสะอาดเท้าทันทีหลังลุยน้ำด้วยสบู่และเช็ดเท้าให้แห้ง เพราะ ถ้าเกิดแผลที่เท้าขึ้นแผลจะหายช้าและเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่รุนแรงเสี่ยงต่อการต้องตัดขาได้ นอกจากนี้ยังต้องระวังโรคที่มากับยุง จึงต้องเร่งกำจัดขยะ ทำให้น้ำไหลเวียนไม่ให้เป็นแหล่งวางไข่ ยุงลายนั้นสามารถวางไข่ได้ทั้งน้ำดีและน้ำเสีย แต่ไม่สามารถวางไข่ในน้ำไหลได้
หากน้ำท่วมเริ่มลดลงแล้วให้นำกระสอบทรายกั้นออก หรือใช้เครื่องสูบน้ำช่วยให้เกิดการไหลเวียนของน้ำ หากเป็นน้ำนิ่งให้ใส่ทรายอะเบท โดยทรายอะเบท 1 กรัม ต่อ น้ำ 10 ลิตร จึงต้องกำหนดปริมาณกับพื้นที่ที่ใช้ให้สมดุล หรือใส่สารซักล้างลดแรงตึงผิวน้ำเพื่อไม่ให้ยุงวางไข่ได้ แต่จะทำได้ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น จึงควรป้องกันยุงกัด โดยกางมุ้ง ทายากันยุง เพื่อป้องกันตนเอง
ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต้องดูแลตนเองอย่างไรในภาวะน้ำท่วม
ในภาวะภัยพิบัติน้ำท่วม มีผู้ป่วยเรื้อรัง 5 โรค ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์อัมพาต และโรคหอบหืด คาดว่าน่าจะกว่า 5 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงมากที่โรคจะกำเริบ หรือรุนแรงมาก ได้แก่ 1. กลุ่มที่ขาดยาและควบคุมโรคไม่ได้ก่อนน้ำท่วม ซึ่งเข้าไปนอนรักษาในโรงพยาบาลบ่อย ๆ 2. กลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 70 ปี ซึ่งมีโรคประจำตัว ทำให้โรคเหล่านี้มีความรุนแรงขึ้นจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อัมพาตทันที ระบบหายใจล้มเหลว ภาวะวิกฤตความดันโลหิตสูง ภาวะวิกฤตเบาหวาน และโอกาสสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย
สาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาจากภาวะความเครียด การขาดความสามารถปรับจัดการโรคในภาวะวิกฤตด้วยตนเอง การขาดยา และความลำบากในการเข้าถึงบริการเมื่อจำเป็น เป็นต้น
ดังนั้น แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในพื้นที่ประสบอุทกภัย 7 ข้อ ดังนี้
1. อพยพออกจากพื้นที่ประสบภัย เพื่อได้รับความช่วยเหลือง่าย ควรไปอยู่กับญาติในพื้นที่น้ำไม่ท่วมมากกว่าอยู่ศูนย์พักพิง หากอยู่ที่ศูนย์พักพิงควรแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์พักพิงในกรณีที่ท่านมีโรคประจำตัว
2. ควรนำยาที่ใช้อยู่เป็นประจำติดตัวมาด้วย จัดเก็บยาในภาชนะที่เหมาะสม เช่นใส่กล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด หรือห่อในถุงพลาสติกที่มัดปากถุงให้แน่น หากตกน้ำยาจะได้ไม่เปียก ผู้ป่วยควรรับประทายยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และพกบัตรประจำตัวผู้ป่วยหรือบัตรแสดงตัวที่มี เลขประจำตัว 13 หลัก ติดตัวตลอดเวลา
3. ควรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสมและฝึกหายใจ คลายเครียด โดยหายใจเข้าลึกและผ่อนคลายลมหายใจออกช้าๆ ประมาณ 15 ครั้งต่อนาที ทำวันละ 3 ครั้งๆ ละ 10 นาที เช้า กลางวัน เย็น หลังอาหาร ครึ่งชั่วโมง
4. ให้ผู้ป่วย ญาติ สังเกตอาการเตือนของโรคที่จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติของโรคอย่างต่อเนื่อง หากพบมีความผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์พักพิง
5. ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ญาติควรนำยาที่ใช้อยู่เป็นประจำติดตัวมาด้วย จัดเก็บยาในภาชนะที่เหมาะสม พร้อมดูแลให้รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และควรพลิกร่างกายผู้ป่วย อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง ตรวจดูการเกิดแผลกดทับอย่างสม่ำเสมอ และควรติดป้ายแสดงรายละเอียดไว้ให้กับผู้ป่วย โดยต้องมีรายละเอียดดังนี้ ชื่อผู้ป่วยและญาติที่สามารถติดต่อได้ โรคที่ป่วย และยาที่จำเป็นต้องใช้
6. ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องการทำสาธารณประโยชน์ ไม่ควรหักโหม ควรทำกิจกรรมที่เหมาะสม เช่น การบรรจุถุงยังชีพ การประกอบอาหาร หลีกเลี่ยงการบรรจุกระสอบทราย เป็นต้น
7. ผู้เป็นเบาหวาน ควรระวังการเกิดแผล โดยเฉพาะที่เท้า และใส่รองเท้าป้องกันน้ำเมื่อต้องลุยน้ำ
ผู้ป่วยหรือญาติควรตรวจสอบยาที่ตนเองรับประทานประจำอยู่ว่าเพียงพอหรือไม่ และต้องมียารับประทานอย่างน้อย 1-2 เดือน หากสุ่มเสี่ยงจะขาดยาควรติดต่อหน่วยพยาบาลก่อนยาหมด 4-5 วัน เพื่อให้เวลาในการประสานจัดหา และควรรู้จุดที่จะสามารถไปรับยาหรือประสานการรับยาเบื้องต้นได้
หากมีข้อสงสัยติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยพยาบาลในศูนย์พักพิงหรือที่ใกล้ที่สุด
หรือศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข
โทร. 1422 และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ช่วยผู้ประสบภัยสาธารณสุข โทร. 1669
| |
 |
|
|
ที่มา : สื่อต่างชาติ ประมวลภาพ น้ำท่วมกรุงเทพ 2554
สื่อนอกแพร่ภาพชุด “Thailand flood reaches Bangkok” |
|